เดี๋ยวนี้มันเป็นยุคที่ว่า มนุษย์กำลังบ้าจัด เพราะว่าเป็นยุคที่มนุษย์บูชาวัตถุ , บูชาเรื่องทางวัตถุ คือทางธรรมชาติปรุงแต่งไม่บูชา ไม่บูชาธรรมชาติบริสุทธิ์ แต่บูชาธรรมชาติปรุงแต่ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันจึงเป็นไปในทางที่หลงใหล มืดมน เราเรียกมันว่า ความมืดสีขาว เพราะว่า ความมืดนี้เกิดมาจากการศึกษา การศึกษานั้นเขาถือว่าเป็นการทำให้รู้ และเขาจัดมันว่าเป็นแสงสว่าง หรือเป็นสีขาว
แต่เดี๋ยวนี้เรามาพบว่า มีความมืดอยู่ในแสงสว่าง เป็นความมืดสีขาว ที่ทำให้คนเหล่านี้ทั้งโลกเป็นบ้ามากขึ้น เป็นบ้าหนักขึ้น คือความหลงใหลในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งเย้ายวน เป็นรูป เสียง กลิ่น รศ สัมผัส มากขึ้น เรามีโชคดีมากที่สุด ที่ได้อยู่มา จนถึงได้เห็นความบ้าที่สุดอันนี้ ในส่วนนี้เราก็พอใจ ว่าเราได้อยู่มา จนเห็นความบ้าที่สุดของโลกในทุกวันนี้ แล้วเราก็สะดุ้งอยู่อย่างหนึ่ง ในข้อที่ว่า เราจะพลัดตกลงไป ในความบ้าอันนั้น กับเขาด้วยหรือไม่ เท่านั้น
เดี๋ยวนี้อาตมามาพิจารณาดู ยังรู้สึกว่า ธรรมะที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หรือว่าธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติเอง ยังช่วยคุ้มครองเรา อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เราจึงมานั่งกันอยู่ที่นี้ได้ในลักษณะอย่างนี้ หรือว่าพูดอย่างนี้แล้ว แล้วฟังกันรู้เรื่องบ้าง อย่างนี้ก็ยังนับว่าเป็นโชคดีอยู่มากทีเดียว ถ้าเราเดือดจัด หรือเป็นโรคขนาดบ้าคลั่งกับเขา พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะเสียใจได้อย่งไร
ธรรมะ ท่านพุทธทาส
วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
โลกนี้มีแต่คนบ้า
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2554 ผมได้พานักเรียนไปแข่งขันทักษะวิชาการ 5 วิชาหลัก พอแข่งเสร็จยังไม่รู้ผล นักเรียน ให้พาไปเดินสือของ ใจจริงผมก็ไม่อยากไปเท่าไรฝนก็ตก เพราะวันนั้นพายุเข้าด้วย แต่นักเรียนขะยั้นขะยอให้พาไป ทำพาไปเห็นใจ นานๆได้เข้าเมือง พาไปเดินซื้อของที่ ซุนเฮง พาไปร้านหนังสือนักเรียนก็พากันไปซื้อหนังสือ ได้คนละเล่ม สองเล่ม ก็เดินดูหนังสือแถวนั้นแหละครับ ไปสะดุดตาหนังสือเล่น หนึ่ง มันชื่อว่า "โลกนี้มีแต่คนบ้า" แค่เห็นชื่อผมว่ามันน่าอ่านมาก สะดุดตาสะดุดใจผมมาก พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็รู้ว่าเป็นหนังสือท่าน พุทธทาส ก็เลยลองเปิดอ่าน น่าสนใจมากครับ ดูราคาก็ไม่แพง เลยถอยออกมาอ่านสักเล่ม ไหนๆอ่านแล้ว ไม่อยากอ่านคนเดียว ก็เลยอยากเผยแผ่ความรู้จากหนังสือเล่มนี้ผ่านโลกออนไลน์นี้ ให้ทุกคนที่ผ่านเข้ามาได้อ่านกันดู ผมอ่านแล้วแต่ยังไม่จบหรอกครับ มีความรู้สึกว่าตัวเรานี้โง่มาก จมอยู่กับบางสิ่ง่บางอย่างที่เราคิดว่ามันใช่ มันถูก แต่พอมาอ่านหนังสื่อเล่มนี้แล้ว บางอย่างมันไม่ถูกต้อง ก็เลย อยากมาเล่าต่อให้ฟังน่ะครับ ยังไงก็เอาวันล่ะเรื่องแล้วกัน ไม่ต้องอ่านเยอะ ค่อยๆ อ่าน เหมือนอาหารอร่อย ต้องค่อยกิน กินช้า เริ่มกันเลย ดีว่า เรื่องแรก
คนบ้าอยู่ในหมู่คนบ้า ย่อมไม่รู้ว่าใครบ้า
ที่นี้ เราก็มองต่อไปอีกว่า คนบ้าที่อยู่ในหมู่คนบ้าด้วยกันนี้ ไม่มีใครตำหนิติเตียนกัน ถ้า เป็นบ้าเหมือนๆ กันทั้งหมด ก็ไม่มีใครตำหนิติเตียนกัน มันก็เลยรู้สึกว่าเราไม่มีโรค , ไม่มีโรคที่เป็นบ้า เพราะดูใครๆ ก็เหมือนกันหมด, แล้วใครๆ ก็ไม่เห็นว่าใครเป็นอย่างไร , นี้เป็นปัญหาที่กว้างออกไปถึงคนทั้งบ้านทั้งเมือง,หรือคนทั้งโลก ที่จะเกิดเป็นคนบ้ากันทั้งโลก และโดยไม่รู้สึกตัว เลยไม่มีโอกาสที่จะรู้สึกตัว หรือรักษาเยียวยา
จะไปที่ไหนก็มีแต่คนรับรองว่าไม่บ้า แล้วขอร้องให้ทำอย่างนั้นให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ให้ทำอย่างนั้นให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก มีแต่รับรองกันอย่างนี้ ยิ่งไปที่กรุงเทพฯ แล้วก็ยิ่งมีการรับรองให้ทำอย่างนั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก
นั่งอยู่ที่โคนไม้ในป่านี้ ค่อยยังชั่ว ที่ไม่ค่อยมีใครคอยยุทำนองนั้น ต้นไม้ ก้อนหิน มันไม่ยุทำนองนั้น มันส่อแสดงลักษณะไปในทางที่ให้หมุนกลับ ไปในทางตรงกันข้าม คือให้หยุด ให้สงบ อย่างน้อยก็ให้ชะงักอยู่สักขณะหนึ่ง แล้วมองดูตัวเองให้ดีๆ ว่าเป็นอย่างไร
นี่คือประโยชน์ของต้นไม้ ของก้อนหิน หรือของป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย แต่คนไม่ค่อยชอบ จะมานั่งกับก้อนหิน หรือมานั่งกับต้นไม้ หรือมานั่งในป่า แต่ พระพุทธเจ้า ท่านชอบ ท่านจึงตรัสรู้ในป่า พระเยซูคริสต์ทก็ตรัสรู้ในป่า พระโมหะหมัดก็ตรัสรู้ในภูเขา ในป่า ในที่เงียบ ในที่สงัด ศาสดาองค์อื่นๆ อีกมากมายที่เรารู้จัก และไม่รู้จัก หรือพอจะรูัประวัติอยู่บ้าง ก็ล้วนแต่ตรัสรู้ในป่า ไม่เคยมีศาสดาองค์ไหนตรัสรู้ในโรงหนัง โรงละคร หรือในตลาดในบ้านในเมือง ยังไม่เคยมีในประวัติศาสตร์
ข้อควรจะเป็นพยานที่เพียงพอว่า ป่าหรือต้นไม้ หรือป่าไม้นี้ คงจะมีอะไรดี สักอย่างเป็นแน่ พระศาสดาทุกองค์ จังตรัสรู้ในป่า แต่เท่าที่ได้พิจารณาดูแล้ว ก็ไม่เห็นอะไรแง่ไหน ทีน่านึกน่าคิดมากไปกว่า ที่ธรรมชาติแท้ๆ นี้มันช่วยชักจูงคนให้เป็นไปในกระแสของธรรมชาติ คนเราทิ้งธรรมชาติมากจน กระทั่งไปพบสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้่งแห่งความหลงใหลมัวเมา เป็นยาเสพติด แล้วก็ไปเสพติดอยู่กับสิงเหล่านั้น อย่างนี้เขาเรียกว่า ธรรมชาติปรุงแต่ง ไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้
ความหรูหราสวยงาม ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อะไรต่างๆ นานา ที่ขยายกันให้ มากขึ้น ที่เรียกว่าบ้าในที่นี้นั้น ก็เป็นธรรมชาติเหมือนกัน แต่เป็นธรรมชาติปลอม ธรรมชาติปรุงแต่ง ธรรมชาติไม่แท้ ธรรมชาติ่แท้จริง ธรรมชาติดั้งเดิมนั้น หยุดหรือสงบ หรือไม่ปรุงแต่ง หรือมีอาการแห่งการที่ไม่ปรุงแต่ง
นี่แหละข้อที่มันตอบปัญหาได้เองในตัว ว่าที่เรานั่งอยู่กลางตลาดนั้น มันปรุงแต่งไปในทางการปรุงแต่ง ถ้าเรามานั้นในป่านี้ มันดึงดูดมาในทางที่จะหยุดหรือสงบ อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องระงับอาการบ้า ที่เดือดจัดนั้นให้เพลาลงบ้าง พอจะสำนึกตัวเองได้ว่าเราเป็นคนบ้า ฉนั้นการพูดเรื่องนี้กันที่นี้ ดูจะเหมาะกันกว่า ที่จะไปพูดกันในบ้านในเมือง เพราะว่าที่นี่ยังมีธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน เช่น ต้นไม้ เช่นอะไรต่างๆนานา ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งมากมายนั้น ให้เป็นสิ่งดึงดูดอยู่ หรือแวดล้อมอยู่
นี่คือประโยชน์ของต้นไม้ ของก้อนหิน หรือของป่า ซึ่งมีอยู่มากมาย แต่คนไม่ค่อยชอบ จะมานั่งกับก้อนหิน หรือมานั่งกับต้นไม้ หรือมานั่งในป่า แต่ พระพุทธเจ้า ท่านชอบ ท่านจึงตรัสรู้ในป่า พระเยซูคริสต์ทก็ตรัสรู้ในป่า พระโมหะหมัดก็ตรัสรู้ในภูเขา ในป่า ในที่เงียบ ในที่สงัด ศาสดาองค์อื่นๆ อีกมากมายที่เรารู้จัก และไม่รู้จัก หรือพอจะรูัประวัติอยู่บ้าง ก็ล้วนแต่ตรัสรู้ในป่า ไม่เคยมีศาสดาองค์ไหนตรัสรู้ในโรงหนัง โรงละคร หรือในตลาดในบ้านในเมือง ยังไม่เคยมีในประวัติศาสตร์
ข้อควรจะเป็นพยานที่เพียงพอว่า ป่าหรือต้นไม้ หรือป่าไม้นี้ คงจะมีอะไรดี สักอย่างเป็นแน่ พระศาสดาทุกองค์ จังตรัสรู้ในป่า แต่เท่าที่ได้พิจารณาดูแล้ว ก็ไม่เห็นอะไรแง่ไหน ทีน่านึกน่าคิดมากไปกว่า ที่ธรรมชาติแท้ๆ นี้มันช่วยชักจูงคนให้เป็นไปในกระแสของธรรมชาติ คนเราทิ้งธรรมชาติมากจน กระทั่งไปพบสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้่งแห่งความหลงใหลมัวเมา เป็นยาเสพติด แล้วก็ไปเสพติดอยู่กับสิงเหล่านั้น อย่างนี้เขาเรียกว่า ธรรมชาติปรุงแต่ง ไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้
ความหรูหราสวยงาม ความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อะไรต่างๆ นานา ที่ขยายกันให้ มากขึ้น ที่เรียกว่าบ้าในที่นี้นั้น ก็เป็นธรรมชาติเหมือนกัน แต่เป็นธรรมชาติปลอม ธรรมชาติปรุงแต่ง ธรรมชาติไม่แท้ ธรรมชาติ่แท้จริง ธรรมชาติดั้งเดิมนั้น หยุดหรือสงบ หรือไม่ปรุงแต่ง หรือมีอาการแห่งการที่ไม่ปรุงแต่ง
นี่แหละข้อที่มันตอบปัญหาได้เองในตัว ว่าที่เรานั่งอยู่กลางตลาดนั้น มันปรุงแต่งไปในทางการปรุงแต่ง ถ้าเรามานั้นในป่านี้ มันดึงดูดมาในทางที่จะหยุดหรือสงบ อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องระงับอาการบ้า ที่เดือดจัดนั้นให้เพลาลงบ้าง พอจะสำนึกตัวเองได้ว่าเราเป็นคนบ้า ฉนั้นการพูดเรื่องนี้กันที่นี้ ดูจะเหมาะกันกว่า ที่จะไปพูดกันในบ้านในเมือง เพราะว่าที่นี่ยังมีธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน เช่น ต้นไม้ เช่นอะไรต่างๆนานา ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งมากมายนั้น ให้เป็นสิ่งดึงดูดอยู่ หรือแวดล้อมอยู่
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บางที่คนเรามัวแต่ทำงานหาเงิน จนบางครั้งอาจจะทำให้ลืมบางสิ่งบางอย่างไป ลืมไปว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร บางคนก็หลงลืม ตัวเอง เป็นใหญ่เป็นโตก็ลืมคนข้างหลัง ใช้ชีวิตแบบประมาท วันนี้ผมก็เลยเอาพระบรมราโชวาทของพระสมเด็จพระเจ้าอยู่ มาให้ทุกคนได้อ่านเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ เตือนใจน่ะครับ ลองอ่านดูแล้วกันน่ะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนคับ
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
![]() |
- ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
- อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญาและ ความกล้าหาญ
- เพื่อนใหม่ คือ ของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วน เพื่อนเก่า คือ อัญมณีที่นับวันจะเพิ่มค่า
- อ่านหนังสือ ธรรมะ ปีละเล่ม
- ปฏิบัติตนต่อคนอื่นเช่นเดียวกับที่ต้องการให้คนอื่นปฏิบัติต่อเรา
- พูดคำว่า ขอบคุณ ให้มาก
- รักษา ความลับ ให้เป็น
- ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
- ฟังให้มากแล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
- ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิและรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นจริง
- หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
- เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก ให้คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
- อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟท์
- อย่าใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนึ้สิน
- อย่าหยิ่งที่่จะกล่าวคำว่า ขอโทษ
- อย่าอาย หากจะบอกใครว่า ไม่รู้
- ระยะทางนับพันกิโลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
- ไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
- การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นหนทางแห่งความไม่ประมาท
- คนไม่รักเงิน คือ คนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
- ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือ ผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
- ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกว้นเป็นวันที่สนุกหมด
- จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
- เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด
- เหรียญเดียวมี 2 หน้า "ความสำเร็จ" กับ "ล้มเหลว"
- อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆ ที่เกิดขึ้นล้วนตามใจตนเองทั้งสิ้น
- ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
- อย่าดึงต้นกล้าให้โตไว (อย่าใจร้อน)
- ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
- ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดๆต่อๆไปก็ผิดหมด
- ทุกชิ้นงานต้องกำหนดวัน เวลาแล้วเสร็จ
- จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
- ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน " บันไดสูง "
- มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
- หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
- ระเบียบวินัย คือ คุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต
เรากำลังทำอะไรอยู่
บล็อกนี้เป็นบล็อกที่ผมตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ เกี่ยวกับคำสั่งสอนของท่าน พุทธทาส ซึ่งผมมีโอกาสอ่านหนังสือของท่านหลายเล่ม และได้ฟังธรรมะของท่านจากวิทยุ ซึ่งผมว่ามันดีมาก ก็เลยเอามาพิมพ์เผยแพร่ในโลกออนไลน์ให้ทุกคนที่ผ่านมาได้อ่าน ถ้ามีเวลามากก็จะพิมพ์เยอะไให้ทุกคนที่ผ่านมาได้อ่านเยอะเลยคับ ซึ่งผมว่ามันดีมาก ผมฟังผมรู้สึกว่าตัวเองยังโง่มาก คิดอะไรไม่เป็น ยังหลงอยู่ในโลกมืด แต่พอได้อ่านได้ฟังธรรมะจากท่านทำให้ผม หายจากข้อสงสัยอะไรบางอย่าง ทำให้รู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้นเยอะเลย ตัวอย่างเช่น บางคนยิ่งทำบุญยิ่งทำก็ยิ่งไกลออกจากพระนิพพาน เพราะกว่าจะทำบุญได้ต้องขอนั่น ขอนี่ ขอรถบ้าง ขอบ้านบ้าง ขอให้ตัวเองสวยขึ้นบ้าง การขอก็คือความอยากได้ ความอยากก็คือกิเลส กิเลสก็คือตัวที่ทำให้เราห่างไกลออกจากพระนิพพาน เห็นไหมคับว่ายิ่งทำก็ยิ่งไกลออกจากพระนิพพาน หลายๆคนไม่เคยคิดถึงตรงนี้เลย ทำบุญเพื่อขออย่างเดียว ไม่เคยนึกว่าทำบุญเพื่อเป็นการสละความตระหนี่ถี่เหนียวออกจากตัวเองเลย วันนี้มีเรื่องเล่าเท่านี้ครับ ติดตามตอนต่อไป ในบล็อกนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


